27
December

ยาสีฟันอาจสูญพันธุ์!! หลังวิศวกรคิดค้น แปรงสีฟันพลาสม่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วิศวกรจาก University of Missouri (MU) ได้จับมือร่วมกับ Nanova, Inc คิดค้นและพัฒนาแปรงสีฟันพลาสม่าขึ้น

โดยแปลงสีฟันดังกล่าวได้ผ่านการทดลองในห้องแล็ปแล้วและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้กับมนุษย์ ซึ่งแปรงสีฟันพลาสม่า จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยประจุไฟฟ้า และใช้เวลาในการทำความสะอาดฟันแต่ละซี่ประมาณ 30 วินาที อีกทั้งข้อดีอีกอย่างคือพลาสม่าในการปรับสภาพผิวฟัน ทำให้วัสดุที่ใช้อุดฟันสามารถยึดติดกับฟันได้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มอายุการใช้งานให้นานขึ้นไปอีก

ทั้งนี้หากผลการทดลองใช้จริงกับมนุษย์ประสบผลสำเร็จ คาดว่าช่วงปลายปี 2013 จะมีการนำแปลงสีฟันดังกล่าวออกจำหน่าย

No comments yet

22
December

นักวิจัยยืนยันอุปกรณ์ทัชสกรีนทำลายสมาธิคนขับ

 

นักวิจัยยืนยันอุปกรณ์ทัชสกรีนทำลายสมาธิคนขับ  รูปที่ 1

 

แม้เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาหรือโทรศัพท์มือถือจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนของมุมโลก แต่หากนำไปใช้ในขณะขับรถแล้วก็มีโอกาสมากที่รถจะวิ่งไปชนคันอื่น ทีมนักวิจัยออสเตรเลียได้ทำการศึกษาเรื่องนี้จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Applied Ergonomics แล้ว โดยได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของการใช้อุปกรณ์ทัชสกรีนที่มีต่อทักษะในการขับรถ
“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งของอุปกรณ์พกพาที่นำมาไว้ในรถก็คือ อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนขับรถได้ใช้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” คริสตี้ ยัง นักวิจัยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุ มหาวิทยาลัยโมนาช กล่าว “คนขับมักจะต้องเพ่งไปที่ข้อความสั้นๆหรือง่วนอยู่กับเมนูที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ดังนั้น คนขับจึงใช้เวลานานพอสมควรในการไปที่ไอเท็มที่ต้องการ”

คริสตี้ ยัง และทีมงานได้ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์แสดงการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ในขณะขับรถ โดยได้ประเมินความสามารถในการขับรถของคน 37 คนที่กำลังขับรถอยู่ในช่องจราจรของตัวเองและอยู่ห่างจากรถคันอื่นในระยะห่างที่ปลอดภัย แต่ให้คนกลุ่มนี้พยายามค้นหาเพลงในเครื่องเล่นเพลงไอพอดแบบจอทัชกรีน

ผู้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้ปลายนิ้วสัมผัสเพื่อเลื่อนดูรายการเพลงและเลือกเพลงในหน้าจอ ทำให้คนขับรถจำเป็นต้องมองไปที่อุปกรณ์เหล่านี้ด้วยเพราะดูว่ารายการเพลงเลื่อนมาถึงตรงไหนแล้ว

“เราสนใจจะดูว่า ถ้าคนขับรถใช้เวลาดูที่อื่นที่ไม่ใช่ถนนเยอะเกินไปโดยเฉพาะเวลาใช้อุปกรณ์เหล่านี้ มันจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกับการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ใช่ระบบสัมผัสอย่างไรบ้าง”

จากการทดลอง นักวิจัยพบว่า คนขับรถนั้นไม่มองถนนเป็นเวลานานอย่างมีนัยสำคัญ และพวกเขาก็ยังจะขับรถเบี่ยงไปจากช่องจราจรของตัวเองอีกด้วย แถมการกะระยะห่างจากรถคันหน้ายังผิดพลาดอีก

“เมื่อสายตาของคนขับรถไม่ได้มองที่ถนน คนขับก็จะไม่รู้สภาพแวดล้อมของถนน จึงทำให้การหมุนพวงมามัยไม่ถูกต้อง และยังทำให้ระยะห่างจากรถคันหน้าไม่ดีอีกด้วย”

นอกจากนี้ คนขับรถมักจะชดเชยการเสียสมาธิจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ด้วยการขับให้ช้าลง และชำเลืองไปมองอุปกรณ์บ่อยครั้ง แต่ยังกลับยืนยันว่า นี่ไม่ใช่วิธีการขับรถที่ถูกต้องเลย

“แม้ว่าพวกเขาจะมองไปที่อุปกรณ์เป็นระยะเวลาสั้นๆแล้วกลับมามองถนนก่อนจะมองไปที่ไอพอดอีก แต่จำนวนข้อมูลที่พวกเขาได้จากการชำเลืองมองทางเป็นระยะเวลาสั้นๆนั้นไม่เพียงพอหรอก ข้อผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้เสมอและมักจะมากขึ้นด้วยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะพวกเขาไม่มีเวลาในการปรับพวงมาลัยให้รถเข้ามาในช่องจราจรที่ถูกต้อง”

คริสตี้ ยัง สรุปว่าการใช้อุปกรณ์พกพาชนิดที่ต้องใช้ปลายนิ้วสัมผัส หรือที่เรียกว่า จอทัชสกรีน ในขณะขับรถนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก และกำลังจะเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน

“การศึกษาคนขับรถของพลเมืองรัฐวิกตอเรียนี้ เราได้ทำการศึกษามากว่าสองปีแล้ว และเราก็ค้นพบว่าคนขับรถ 40 เปอร์เซ็นต์จะมีเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาเป็นของตัวเองและมักจะใช้ในขณะขับรถ และครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เป็นเด็กหนุ่มเสียด้วย”

อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ก็ไม่ได้ประเมินว่าความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปหรือไม่หากว่าอายุและประสบการณ์ของคนขับมีมากขึ้น แต่ยังก็เชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญได้เช่นกัน

“จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่า เด็กหนุ่มมักจะติดกับอุปกรณ์ที่ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ผลกระทบของกิจกรรมที่ทำให้เสียสมาธิมักจะกระทบต่อความสามารถในการขับรถมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะพวกเขายังขาดประสบการณ์ในการขับรถ และทักษะในการจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้”

การศึกษาครั้งนี้เน้นไปที่เครื่องเล่นไอพอด แต่ยังก็เชื่อว่าน่าจะประยุกต์ใช้ได้กับอุปกรณ์ทัชสกรีนเครื่องอื่นอย่างเครื่องเล่น MP3 สมาร์ตโฟน จีพีเอส หรือพีดีเอได้เช่นกัน

ยัง เชื่อว่าในขณะขับรถ อุปกรณ์เหล่านี้ควรจะมีการลดปริมาณฟังก์ชันการทำงานลงเพื่อลดความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ยังก็ได้เสนอเทคนิคง่ายๆที่จะช่วยลดความเสี่ยงเบื้องต้นได้เช่นกัน

“ก็ให้ใส่ข้อมูลของปลายทางไว้ในจีพีเอสก่อนจะเหยียบคันเร่ง โหลดเพลงไว้ในเพลย์ลิสต์ก่อนจะขับ ถ้าทำได้ตามนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลยค่ะ”

No comments yet

10
December

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร

 

ถึงแม้ว่าข่าวงูกรีนแมมบาที่หลุดออกมานั้นจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่ชาวกรุงที่ประสบกับน้ำท่วมก็ยังอาจต้องเผชิญกับงูอีกมากมายหลายชนิดที่หลุดออกมาตามกระแสน้ำอยู่ดี นี่เป็นแนวทางที่ชาว MThai จะสามารถดูแลตัวเองและคนในครอบครัวได้ก่อนถึงมือแพทย์ หากถูกงูกัดครับ

 

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร รูปที่ 1

 

ความแตกต่างระหว่างงูพิษกับงูไม่มีพิษ

งูพิษ มีเขี้ยว 1 คู่ อยู่ตรงขากรรไกรบน เขี้ยวมีลักษณะเป็นรูกลวงคล้ายเข็มฉีดยา มีท่อติดต่อกับต่อมน้ำพิษ เมื่องูพิษกัดคนหรือสัตว์ ต่อมน้ำพิษจะปล่อยพิษไหลมาตามท่อ และออกทางปลายเขี้ยว คนที่ถูกงูพิษกัดจะพบรอยเขี้ยวเป็นจุด 2 จุด ตรงบริเวณที่ถูกกัด

งูไม่มีพิษ จะไม่มีเขี้ยว มีแต่ฟัน เมื่อกัดคน จะเป็นแต่รอยถลอกหรือรอยถากเท่านั้น จะไม่พบรอยเขี้ยว

งูไม่มีพิษ เช่น งูก้นขบ งูแสงอาทิตย์ งูปี่แก้ว งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูงอด งูเหลือม และงูหลาม (2 ชนิดหลังตัวใหญ่ สามารถรัดลำตัว ทำให้ตายได้)

(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าถูกงูที่มีพิษต่อเลือดกัด) หรืออาจตัดถูกเส้นเอ็นหรือเส้นประสาท รวมทั้งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ช่วงเวลาที่พบผู้ป่วยถูกงูกัดชุกชุมคือฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน)

ผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด พบว่าถูกงูกะปะกัดมากอันดับหนึ่ง (ภาคใต้) รองลงมาคือ งูเขียวหางไหม้ (ภาคกลาง) และงูเห่า (ภาคกลาง) ตามลำดับ

 

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร รูปที่ 1

 

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร รูปที่ 2

งูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง

 

งูกัดปฐมพยาบาลอย่างไร รูปที่ 3

งูเห่า

 

การปฐมพยาบาล

หลังถูกงูกัดจะต้องปฐมพยาบาลทันทีก่อนที่จะนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งผู้ป่วยมักจะทำเอง ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูง คำแนะนำการปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูกัด ได้แก่

1. ใช้เชือก ผ้า หรือสายยางรัดแขนหรือขา ระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ (เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้วฟุต) เพื่อป้องกันมิให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกายโดยเร็ว ให้รัดแน่นพอที่จะหยุดการไหลเวียนของเลือดดำ ควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ 30-60 วินาที จนกว่าจะถึงสถานพยาบาล

2. เคลื่อนไหวแขนหรือขาส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด ควรจัดตำแหน่งของส่วนที่ถูกงูกัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ (เช่น ห้อยเท้าหรือมือส่วนที่ถูกงูกัดลงต่ำ) ระหว่างเดินทางไปสถานพยาบาล อย่าให้ผู้ป่วยเดิน ให้นั่งรถหรือแคร่หาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู

3. ควรดูให้รู้แน่ว่าเป็นงูอะไร แต่ถ้าไม่แน่ใจ ควรบอกให้คนอื่นที่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วยตีงูให้ตาย และนำไปยังสถานพยาบาลด้วย (อย่าตีให้เละจนจำลักษณะไม่ได้)

4. อย่าให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาดองเหล้า หรือกินยากระตุ้นประสาท รวมทั้งชา กาแฟ

5. อย่าใช้ไฟหรือเหล็กร้อนจี้ที่แผลงูกัด และอย่าใช้มีดกรีดแผลเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกมาก

6. ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ (จากงูที่มีพิษต่อประสาท) ให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจไปตลอดทางจนกว่าจะถึงสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด

7. สำหรับบาดแผลให้ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดบาดแผล ถ้ารู้สึกปวดแผล ให้กินพาราเซตามอล ห้ามให้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

ข้อมูลจาก ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป

No comments yet

6
December

ต่างด้าวเขมรกร่าง รุมกระทืบ 2 หนุ่มไทยปางตาย หลังเข้าช่วยสาวถูกลวนลาม

คนร้ายยังหลบหนีลอยนวล

พัทยา-วันนี้ (4 ธ.ค. 54) เมื่อเวลา 01.00 น. ตร.สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชารุมทำร้ายคนไทยจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดที่บริเวณหน้าร้าน วังค้างคาว คาราโอเกะ ตรงข้ามโรงบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา (หนองใหญ่ซอย8 ) ม.6 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยผู้บาดเจ็บทางเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯพัทยา ได้ช่วยเหลือนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลบางละมุง

หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบเพียงกองเลือดนองที่พื้นข้างคาราโอเกะที่เกิดเหตุ พร้อมกับไม้หน้า 3 ก้อนอิฐและเหล็กแป๊บ ซึ่งเป็นอาวุธของกลุ่มผู้ก่อเหตุเปื้อนติดคราบเลือดตกอยู่ที่พื้น ส่วนกลุ่มผู้ก่อเหตุแยกย้ายหลบหนีไปแล้ว โดยผู้บาดเจ็บจำนวน 2 ราย ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทราบชื่อคือ นายจรูญรัตน์ โตปาน อายุ 30 ปี ส่วนอีก 1 รายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 30 ปีเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 รายนั้นมีบาดแผลถูกทุบตีที่ศีรษะและใบหน้าจนเป็นแผลฉกรรจ์อาการสาหัสมาก แพทย์ช่วยตรวจอาการบาดเจ็บซึ่งผู้บาดเจ็บนั้นอาการโคม่ามากจึงต้องส่งตัวไปผ่าตัดฉุกเฉินต่อที่โรงพยาบาลชลบุรีทันที

เบื้องต้นจากการสอบถามสาวคาราโอเกะที่เกิดเหตุเล่าว่าก่อนเกิดเหตุมีแก๊งก่อสร้างชาวกัมพูชา ซึ่งมีหัวหน้าแก๊งชื่อนายเสือ พร้อมกับพรรคพวกในแก๊งประมาณ 6 คนเข้ามาเที่ยวดื่มเหล้าที่ร้านจนเมามายและหนึ่งในแก๊งซึ่งมีอาการเมามายได้ก่อเหตุกระทำอนาจารโดยการจับหน้าอกของ น้องแป้ง หญิงสาวพนักงานในร้าน ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น นายจรูญรัตน์ (ผู้บาดเจ็บ) และเพื่อนนั่งดื่มเหล้าอยู่ในร้านเห็นเข้าจึงหวังดีเข้าไปช่วยเหลือ น้องแป้ง ทำให้แก๊งก่อสร้างชาวกัมพูชาที่ก่อเหตุไม่พอใจเกิดการทะเลาะตกต่อยกันขึ้น จากนั้นแก๊งก่อสร้างชามกัมพูชาก็ได้ ลากตัว นายจรูญรัตน์ และเพื่อน ออกมาจากร้านและใช้อาวุธไม้หน้าสามและก้อนอิฐรวมถึงเหล็กแป๊ปทุบตีอย่างป่าเถื่อนจนทั้ง 2 คนอาการสาหัสนอนจมกองเลือดอยู่ข้างร้านโดยไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ หลังก่อเหตุแก๊งก่อสร้างชาวกัมพูชาก็แยกย้ายวิ่งหลบหนีเข้าไปในแค้มป์ที่พักคนงานก่อสร้างที่อยู่ใกล้ๆกับร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจสอบภายในแค้มป์ที่พักของคนงานก่อสร้างดังกล่าวเพื่อตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุแต่ก็ไม่พบตัว พบเพียงต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 12 คน จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนแก๊งก่อสร้างชาวกัมพูชาที่ร่วมกันก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนไทยจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่หลบหนีไปนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

No comments yet